บทความนี้อธิบายวิธีตั้งค่า DNS Suffix บน SSL VPN เพื่อให้ User สามารถเรียก Resource ภายในด้วยชื่อสั้น (เช่น fileshare) โดยไม่ต้องพิมพ์ Domain Name เต็ม (เช่น fileshare.company.local)
อาการ
User เชื่อมต่อ SSL VPN แล้วไม่สามารถเข้าถึง Resource ด้วยชื่อสั้นได้:
-
ping fileshare— ไม่ถึง (Resolve ไม่ได้) -
ping fileshare.company.local— ถึงปกติ
สาเหตุ: SSL VPN ไม่ได้ตั้งค่า DNS Suffix ให้กับ Client ทำให้ระบบไม่รู้ว่าต้องต่อท้ายชื่อด้วย Domain อะไร
วิธีแก้ไข
1. ไปที่ Network > SSL VPN > Local DNS
2. ในส่วน Local Domain Name of Resource คลิก Add
3. กรอก Domain Suffix ในรูปแบบ [company.local] (ต้องมี [ ] ครอบหน้าและหลัง)
4. คลิก OK เพื่อบันทึก
การตั้งค่า DNS Server (ถ้าจำเป็น)
หาก Resource ภายในใช้ Internal Domain Name ที่ Public DNS ไม่สามารถ Resolve ได้ ให้ตั้งค่า DNS Server ภายในด้วย:
- ที่หน้า Local DNS เดียวกัน กรอก Preferred DNS และ Alternate DNS เป็น IP ของ DNS Server ภายในองค์กร
- ติ๊กเลือก "Client PC uses the above DNS servers" เพื่อให้ Client ใช้ DNS Server ที่กำหนด
การตรวจสอบ
หลังตั้งค่าแล้ว ให้ User Disconnect แล้ว Connect SSL VPN ใหม่ จากนั้นทดสอบ:
-
ping fileshare— ควร Resolve เป็นfileshare.company.localและ Ping ถึง -
nslookup fileshare— ควรแสดง IP ของ Resource ที่ถูกต้อง
หมายเหตุ
- Local Domain Name of Resource ใช้งานได้เฉพาะกับ TCP และ L3VPN เท่านั้น
- การเปิด "Client PC uses the above DNS servers" จะบังคับเปิด L3VPN Mode โดยอัตโนมัติ และทำให้ Automatic Logout ใช้งานไม่ได้
- DNS Settings ของ Client จะถูก Restore กลับเป็นค่าเดิมโดยอัตโนมัติหลัง Disconnect SSL VPN
ข้อคิดเห็น
0 ข้อคิดเห็น
โปรด ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อแสดงข้อคิดเห็น